Dispatch ล้วงลึก “จัดฉากหรือข่มขืน?” กรณีพี่ชายจีซู BLACKPINK กับเบื้องหลังดราม่า BJ ซิกเด

กรณีประเด็นการเกิดคดีความระหว่างพี่ชายจีซู BLACKPINK กับ BJ ซิกเด ที่ฝ่ายหญิงอ้างว่าถูกข่มขืน ในขณะที่ฝ่ายชายอ้างว่าเกิดจากความยินยอมทั้งสองฝ่าย ในกรณีนี้ย่อมมีคนพูดโกหก และ Dispatch กำลังสืบหาความจริงในเรื่องนี้

ตัวอย่างเช่น

ฝ่ายชาย : “ฝ่ายหญิงเดินเข้าไปในห้องนอนก่อนเอง ผมก็เลยคิดว่าเป็นสัญญาณไฟเขียวยินยอมตามธรรมชาติ”

ฝ่ายหญิง : “ฉันจับข้อมือเขาแล้วพาเข้าไปในห้องเพราะอยากให้เขารีบนอน แล้วฉันจะได้กลับบ้าน”

เวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่คำให้การกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนอนก็ยังขัดแย้งกัน ทั้งลำดับการเดินเข้าห้อง เหตุผลที่นั่งบนเตียง รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ต่างฝ่ายต่างยืนยันคนละแบบ

ใครบางคนกำลังโกหก หรืออย่างน้อยก็กำลังให้การไม่ตรงกับความจริง ปัญหาคือปัจจุบันยังแทบไม่มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของคำให้การฝ่ายใดได้ ทำให้ทุกอย่างยังคงต้องพึ่งเพียง “คำพูดของทั้งสองฝ่าย” เท่านั้น

สื่อ Dispatch ได้ลงพื้นที่สืบสวนกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ BJ สาว ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาคือ A ชายผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของ Jisoo วง BLACKPINK ส่วนผู้เสียหายคือ BJ สาว B

ก่อนอื่นทั้งสองฝ่ายมีบางประเด็นที่ให้การตรงกัน โดยคำชี้แจงทั้งหมดถูกส่งผ่านตัวแทนทางกฎหมายของแต่ละฝ่าย

สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันตรงกัน : “ซิกเด”

A ได้เข้าใช้งานแพลตฟอร์ม SOOP (ชื่อเดิม AfreecaTV) และบังเอิญเข้าไปชมไลฟ์ส่วนตัวของ B

ระหว่างไลฟ์เขาได้ส่ง “ดาว” เป็นของขวัญจำนวน 35,000 ดวง คิดเป็นมูลค่าราว 3.5 ล้านวอน หรือประมาณเกือบหนึ่งแสนบาท

จากนั้น A จึงได้รับสิทธิ์ที่เรียกว่า “식데권” หรือ “สิทธิ์เดทกินข้าว” และทั้งคู่ได้นัดพบกันในวันที่ 15 เมษายน 2026 ที่ร้านอิซากายะแห่งหนึ่งในย่านชองดัมดง โดยเข้าร้านช่วง 18.30 น. และออกมาราว 22.00 น.

หลังจบรอบแรกของการดื่มกิน “เดทกินข้าว” ยังต่อเนื่องไปยังรอบสอง ทั้งคู่เดินทางไปยังบ้านของ A

ทางฝั่ง B อธิบายเหตุผลที่ยอมตามไปบ้านว่า “ตอนอยู่ร้าน เขาดูสุภาพมากและแทบไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวเลยค่ะ”

ระหว่างนั่งแท็กซี่ไปบ้าน A ได้สั่งอาหารเดลิเวอรีไว้ล่วงหน้า หลังถึงบ้านทั้งสองนั่งกินมื้อดึก ดื่มแอลกอฮอล์กันต่อก่อนจะย้ายไปนั่งที่โซฟาและเปิดทีวีดูด้วยกัน

จนถึงจุดนี้ความทรงจำและคำให้การของทั้งสองฝ่ายยังคงตรงกัน แต่ปัญหาเริ่มต้นขึ้นหลังจากช่วงเวลาบนโซฟานั้นเอง..

엇갈린 기억들 : ห้องนอน ความทรงจำที่สวนทางกัน

เส้นทางการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายตรงกันทั้งหมด
จากครัว → โต๊ะอาหาร → ห้องนั่งเล่น → โซฟา → ห้องนอน → เตียง

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ “ลำดับการเคลื่อนไหว”

ฝ่ายชาย A เล่าความทรงจำของตัวเองว่า “ฝ่ายหญิงลุกจากโซฟาก่อน แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน เธอเข้าไปที่เตียงคนเดียวก่อนด้วยซ้ำ ผมจึงมองว่านั่นเป็นสัญญาณไฟเขียวยินยอมตามธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม B ฝ่ายหญิงโต้กลับทันทีว่า นั่นเป็น “ความเข้าใจผิด” ของ A เธอกล่าวว่า “เขาบอกว่ากินยาซอลพิเด็มแล้วรู้สึกง่วง ฉันเลยจับข้อมือเขาแล้วพาไปที่เตียง เพราะอยากให้เขารีบนอน แล้วฉันจะได้กลับบ้าน ยังต้องกลับไปไลฟ์รีวิวเดตกินข้าวอีกด้วย”

คำถามคือ ทำไมฝ่ายชายถึงย้ำเรื่อง “ใครเข้าห้องก่อน” อย่างหนัก?

ตามคำอธิบายของ A เขามองว่านั่นคือ “การยั่วยวน” เอเผยว่า “มันเป็นบ้านที่ผู้ชายอยู่คนเดียว แต่ฝ่ายหญิงกลับเดินเข้าห้องนอนเอง แบบนั้นจะให้ตีความยังไง? จะบอกว่าเข้าไปเพื่อกล่อมผมนอนเหรอ? ผลตรวจสารเสพติดเบื้องต้นของตำรวจก็ไม่พบอะไรด้วย”

ด้านฝ่ายหญิงอธิบายว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จาก “ลักษณะงานของ BJ” และไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

เธอกล่าวว่า “สำหรับ BJ แล้ว A เป็นลูกค้าสายเปย์ระดับใหญ่ จะปล่อยเขาไว้คนเดียวแล้วกลับเลยไม่ได้ ต้องดูแลให้ดีเพราะเขาเป็นคนสำคัญ พอเขาบอกว่าง่วงฉันเลยพาไปนอนเพื่อจะได้รีบกลับบ้าน”

엇갈린 주장들 : ข้อกล่าวหาที่สวนทางกัน

คดีอาชญากรรมทางเพศ จะเริ่มต้นจาก “การกระทำทางเพศที่มีการใช้กำลังหรือการข่มขู่”

หากมีการร่วมเพศจะเข้าข่าย “ข่มขืน” แต่หากเป็นเพียงการสัมผัสร่างกายจะถูกจัดเป็น “ล่วงละเมิดทางเพศ” แล้วระหว่างทั้งสองเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ฝ่ายชายยืนยันว่า “ไม่มีการร่วมเพศ เกิดขึ้นเพียงแค่ความพยายามเท่านั้น”

ขณะที่ฝ่ายหญิงยืนยันตรงกันข้ามว่า “มีการกระทำเกิดขึ้นจริง”

A ฝ่ายชายเล่าเพิ่มเติมว่า “ตอนนั้นเธอนั่งอยู่ตรงมุมเตียง ผมเลยเข้าไปกอดแล้วชวนให้นอนด้วยกัน จากนั้นก็มีสกินชิพตามธรรมชาติ แต่แล้วจู่ ๆ ตอนนั้นเอง…”

แต่เรื่องราวจากฝั่ง B กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง เธอเล่าว่า “ฉันนั่งอยู่บนเตียงเพราะจะกล่อมให้เขานอน แต่เขากลับดึงตัวฉันไว้ตลอด พร้อมพูดให้นอนด้วยกัน พอฉันตกใจและพยายามลุกขึ้นเขาก็กดฉันลงบนเตียงด้วยกำลัง”

ระหว่างกระบวนการสอบสวน B ได้เปลี่ยนข้อกล่าวหาของ A เป็น “ข่มขืน” เธอเล่าว่า “เขากระชากตัวฉันแรงมาก และถอดกางเกงของฉันออกโดยใช้กำลัง พอฉันขัดขืนเขาก็ใช้ทั้งตัวกดทับฉันไว้ แล้วพยายามจะมีเพศสัมพันธ์ ตอนนั้นฉัน…”

엇갈린 주장들 : “ความยินยอม” ที่อีกฝ่ายปฏิเสธ

หัวใจสำคัญของคดีอาชญากรรมทางเพศ คือ “เจตนาของอีกฝ่าย” สิ่งที่ใช้ตัดสินว่าเข้าข่ายอาชญากรรมหรือไม่ คืออีกฝ่าย “ยินยอมด้วยตัวเอง” หรือ “ถูกบังคับ” และในประเด็นนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ยังให้การสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

A ฝ่ายชายยืนยันว่า “เธอไม่ได้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ และถ้า B ต้องการหยุดเมื่อไหร่ก็สามารถหยุดได้ตลอด”

จากนั้น A ก็ย้อนกลับไปพูดถึง “ช่วงเวลานั้น” ที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ “ระหว่างที่มีสกินชิพ ผมถอดกางเกงของเธอลง ตอนนั้นเธอบอกว่าต้องการเข้าห้องน้ำ และพูดว่า ‘ขอไปล้างตัวก่อน’ จากนั้นเราก็แยกกันเข้าห้องน้ำของตัวเองเพื่ออาบน้ำ”

แต่ฝั่งหญิงให้การต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เธอเล่าว่า “เขาเข้ามาอย่างรุนแรงมาก ฉันพยายามปฏิเสธอย่างหนัก แต่ไม่มีประโยชน์ ฉันแค่อยากหนีออกจากสถานการณ์นั้นเลยอ้างว่า ‘ไปล้างตัวก่อนเถอะ’ เพื่อหาทางเอาตัวรอด”

엇갈린 주장들 : ห้องน้ำครั้งแรก

หลังจากนั้นตำรวจได้เริ่มต้นการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

จนถึงตอนนี้สิ่งที่มีอยู่ยังคงเป็นเพียง “คำให้การของทั้งสองฝ่าย” เท่านั้น ฝั่งชายขอให้ Dispatch เปิดโอกาสให้ชี้แจงและโต้แย้งคำกล่าวหาของฝ่ายหญิง ขณะที่ฝ่ายหญิงเองก็ต้องการอธิบายมุมของตัวเองเช่นกัน

A ฝ่ายชายกล่าวว่า “ถ้าผมข่มขืนจริง เธอจะไปอาบน้ำทำไม? เพราะถ้าเป็นเหยื่อจริง ก็ควรเก็บหลักฐานเอาไว้ คำพูดของเธอมันขัดแย้งกันเอง”

ด้าน B ฝ่ายหญิงตอบกลับว่า “ถามว่าทำไมถึงอาบน้ำเหรอ? เพราะถ้าไม่ทำ เขาต้องสงสัยแน่ และอาจซักถามว่าทำไมถึงเข้าห้องน้ำ ตอนนั้นฉันใช้ช่วงเวลาที่กำลังล้างตัวเพื่อถ่วงเวลาและหาจังหวะแจ้งความ”

ทาง Dispatch ระบุว่า ได้ตรวจสอบข้อความ KakaoTalk ที่ B ส่งหาเมเนเจอร์ระหว่างอยู่ในห้องน้ำครั้งแรกแล้ว โดยมีเนื้อหาดังนี้

หญิง : ช่วยฉันที ได้โปรด เรื่องใหญ่แล้วจริง ๆ
ผู้จัดการ : ทำไม โทรมา
หญิง : ตอนนี้ฉัน…
ผู้จัดการ : มีอะไร
หญิง : ฉันมาที่บ้านไอ้หมอนี่
หญิง : ตอนนี้เหมือนจะโดนข่มขืน

B กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถ้าฉันเต็มใจจะมีความสัมพันธ์จริง ก็คงไม่มีเหตุผลต้องส่งข้อความขอความช่วยเหลือหาเมเนเจอร์ตั้งแต่ตอนนั้น และหลังจากได้รับข้อความ เมเนเจอร์ก็แจ้งตำรวจทันที”

엇갈린 주장들 : ห้องน้ำครั้งที่ 2

แม้แต่ประเด็นเกี่ยวกับ “ห้องน้ำ” ทั้งสองฝ่ายก็ยังให้การขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ฝั่งหญิงเล่าว่า “ตอนอยู่ในห้องน้ำครั้งแรกฉันส่งข้อความขอความช่วยเหลือจากเมเนเจอร์ พร้อมถ่วงเวลาด้วยการขอครีมอาบน้ำ แต่ก็อยู่ในนั้นนานเกินไปไม่ได้เพราะกลัวว่าเขาจะสงสัย”

B ระบุว่า เธอออกมาจากห้องน้ำในเวลา 23.53 น. และหลังจากนั้น A ก็เริ่ม “เข้าหา” อีกครั้ง

เธอกล่าวว่า “เขายืนรออยู่หน้าประตูห้องน้ำ พอฉันออกมา เขาก็ถอดเสื้อด้านบนของฉันแล้วเริ่มจูบที่คอ” จากนั้นเล่าต่อ “เขาจูบทั้งที่คอและปาก ฉันเลยอ้างว่าจะไปแปรงฟัน แล้วรีบหนีเข้าห้องน้ำอีกครั้ง จากนั้นก็ส่งวิดีโอรอยจูบที่ต้นคอให้เมเนเจอร์ พร้อมขอความช่วยเหลือรอบที่สอง”

แต่ทางฝั่งชายกลับมองว่า จุดนี้ยิ่งทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องข่มขืน “ฟังไม่สมเหตุสมผล”

A กล่าวตอบโต้ว่า “นั่นแหละที่ทำให้คำกล่าวหายิ่งแปลก ผมไม่ได้ห้ามเธอเลยตอนที่เธอบอกให้หยุดผมก็หยุด พอเธอบอกว่าจะไปห้องน้ำผมก็ปล่อยไป ถ้าอยากกลับบ้านก็กลับได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”

엇갈린 주장들 : ไทม์ไลน์ของคืนนั้น

นี่คือไทม์ไลน์เหตุการณ์ภายในบ้านในคืนนั้น ตามข้อมูลการสอบสวน

การล่วงละเมิดครั้งแรก : 23.30 น. – 23.42 น.

เข้าห้องน้ำครั้งแรก : 23.42 น. – 23.53 น.

การล่วงละเมิดครั้งที่สอง : 23.53 น. – 23.59 น.

เข้าห้องน้ำครั้งที่สอง : 23.59 น. – 00.04 น.

ตำรวจเดินทางถึงที่เกิดเหตุ : 00.12 น.

B ฝ่ายหญิงกล่าวว่า “ฉันพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อหนีจากการควบคุมของเขา และระหว่างนั้นก็ได้รับบาดเจ็บฟกช้ำ แม้จะไม่เห็นชัดด้วยตาเปล่าตอนนี้ได้ยื่นใบรับรองแพทย์แล้ว”

พร้อมเสริมว่า “ฉันพูดคำว่า ‘หยุด’ นับสิบครั้ง แต่ไม่สามารถหยุดเขาได้ เรื่องที่บอกว่าฉันทำเพื่อเงินน่ะเหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันคงไม่แจ้งตำรวจตั้งแต่แรกอยากให้หยุดการคุกคามซ้ำเติมเสียที”

ด้านอีมินฮยอง ทนายความจากสำนักงานกฎหมาย Dongin ซึ่งเป็นตัวแทนของ B กล่าวเช่นกันว่า “เธอไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการให้มีการรับผิดชอบต่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้น”

ขณะที่ A ยังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา “บ้านผมมีห้องน้ำสองห้อง ตอนที่ผมอาบน้ำอยู่เธอจะกลับบ้านก็ได้ เธอเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ผมไม่เคยกักขังหรือขวางทางเลย”

นอกจากนี้ A ยังตั้งข้อสงสัยว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นการจัดฉากเพื่อหวังผลทางการเงิน เขาเล่าว่า “เธอรู้ตั้งแต่แรกว่าผมเป็นพี่ชายของคนดัง ผมสงสัยว่านี่อาจเป็นคดีจัดฉากเพื่อเงิน ถ้ามาขอเงินตรงๆ มันจะเข้าข่ายกรรโชกทรัพย์เธอเลยเลือกแจ้งความก่อน แล้วค่อยหวังเงินชดเชยภายหลัง”

จนถึงตอนนี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีใครยอมถอยแม้แต่น้อย ฝ่ายหญิงยืนยันว่าจะเอาผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนฝ่ายชายเตรียมดำเนินคดีกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ และคำถามสุดท้ายที่ยังไม่มีใครตอบได้ก็คือความจริงของคืนนั้นคืออะไรกันแน่

เพราะในเรื่องนี้… ใครบางคนกำลังโกหกอยู่แน่นอน!! และความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

ที่มา Dispatch โดย Youzab หากนำออกไปกรุณาให้เครดิตด้วย (ไม่อนุญาตให้ Hotlink ไฟล์ภาพ)

หากไม่ต้องการพลาดข่าวสารอย่างรวดเร็วจากเรา เลือกแถบกำลังติดตาม ->อย่าลืมติ๊ก ✔ เลือกเห็นโพสต์ก่อนของเพจ Facebook ของเรานะคะ

ตอนนี้แฟนๆสามารถติดตามเราได้อีกช่องทางสามารถตาม Follow เราได้เลยที่นี่ ==>> IG YOUZAB

Like แฟนเพจของเราเพื่อติดตามข่าวสารอัพเดทก่อนใครได้ที่นี่เลยจ้า